ส่อง 5  นาฬิกา Mido นาฬิกาคุณภาพดีสัญชาติ สวิตเซอร์แลนด์

ส่อง 5  นาฬิกา Mido นาฬิกาคุณภาพดีสัญชาติ สวิตเซอร์แลนด์

หากอยากได้นาฬิกาสักเรือนมาประดับบนข้อมือของคุณสุภาพบุรุษ อีกหนึ่งแบรนด์ที่ถูกการันตีระดับโลกคงจะหนีไม่พ้น นาฬิกา mido เป็นแน่ บทความนี้จะพาทุกคนมาทำความรู้จักนาฬิกาแบรดน์นี้กันค่ะ มาดูกันเลย

มาเริ่มต้นกันที่รุ่นนี้เลยกับ มัลติฟอร์ท แอดเวนเจอร์” (Multifort Adventure) สำหรับคาแรคเตอร์รุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อหนุ่มๆนักผจญภัย ชอบปีนเขาเป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งรุ่นนี้ตัวเรือนเป็นสเตนเลสสตีล เคลือบพีวีดี ที่เข็มชั่วโมงและเข็มนาทีมีการเคลือบสารเรืองแสงซุปเปอร์ลูมิโนว่าสีน้ำตาลเพิ่มความชัดเจนในการอ่านค่าในทุกสภาพแสงอีกด้วย แต่ก็ยังไม่ลืมความเท่ของดีไซน์ที่ใส่รายละเอียดหน้าปัดสีแอนธราไซท์ที่มาพร้อมกับลวดลายเจนีวาสไตรปส์แนวตั้ง ซึ่งชวนให้นึกถึงสายเคเบิ้ลของสะพานซิดนีย์ฮาร์เบอร์ และตัวนาฬิกาเรือนนี้ทำงานด้วยเครื่องคาลิเบอร์ 60 ซึ่งเป็นเครื่องนาฬิกาโครโนกราฟแบบขึ้นลานอัตโนมัติยุคล่าสุดที่มีกำลังลานสำรองยาวนาน 60 ชั่วโมงเลยทีเดียวค่ะ

ต่อมาเป็นรุ่น คอมมานเดอร์ โครโนกราฟ (Commander Chronograph) เหมาะสำหรัยหนุ่มเมโทรเซ็กชวล ตัวนาฬิกา mido เรือนสตีลทรงกลมของคอลเลคชั่นคอมมานเดอร์นี้จะมีความโดดเด่น นาฬิกาเรือนนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเหมาะกับหนุ่มที่ชอบแต่งกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอีกด้วย

รุ่นต่อมาที่น่าสนใจนั้น เหมาะกับชาวออฟฟิศอย่างเราๆ เลยค่ะ กับรุ่นนี้ ออล ไดอัล สเปเชียล เอดิชั่น (Mido All Dial Special Edition) โดยคาแรกเตอร์จะออกเป็น แนวแอคทีฟ ตัวหน้าปัดสีดำถูกแต้มด้วยสีส้ม บริเวณขอบของหลักชั่วโมง และบนเข็มทั้ง 3 เป็นลักษณะแบบเม็ดมะยมเป็นแบบขันเกลียว ตรงหลักชั่วโมงและเข็มเคลือบ Super-LumiNovaเป็น สีส้ม นาฬิกา mido เรือนนี้มีกระจกแซฟไฟร์เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนทั้งด้านในและด้านนอก เพื่อให้สามารถเห็นหน้าปัดได้เด่นชัดจากทุกมุมมองทุกองศาเลยทีเดียว

สายนักสะสมชอบความเรียบง่ายฟิลคลาสสิกนิดๆ ต้องรุ่นนี้เลยค่ะกับนาฬิกา mido รุ่น บารอนเชลลี่ เอสไอ” (Baroncelli Si) นาฬิการุ่นนี้ดีไซน์ออกแบบมาให้เป็นนีโอคลาสสิก ตัวเรือนทรงกลมขนาด 40 มม. ผลิตจากสเตนเลสสตีล 316L ขัดเงามันวับ รุ่นนี้สวยงามสง่างามมาก ๆ แนะนำเลยค่ะ หากใครชอบดีไซน์เรียบหรู

ปิดท้ายด้วยนาฬิกา mido รุ่นนี้ โอเชี่ยน สตาร์ กัปตัน ไททาเนี่ยม” (Ocean Star Captain Titanium) รุ่นนี้ถูกดีไซน์ด้วยประสิทธิภาพสูงสุดตอบโจทย์การสำรวจใต้น้ำ และรายละเอียดต่าง ๆ อย่าง น้ำหนักเบา หน้าปัดสีแอนธราไซท์ลายเกรนเคลือบสารเรืองแสงซุปเปอร์ลูมิโนว่าบนหลักชั่วโมง เข็มชั่วโมง เข็มนาทีและเข็มวินาทีเพื่อความชัดเจนในการอ่านค่าทั้งขณะอยู่ใต้น้ำและในเวลากลางคืนอีกด้วย ใครจะใส่ไปดำน้ำพลาดรุ่นนี้ไมได้เลยค่ะ

ทำความรู้จัก นาฬิกา mido ?

นาฬิกา Mido

ลิงก์ : https://www.pinterest.com/pin/696228423634070162/

                หากจะกล่าวถึงนาฬิกาที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก คงจะหนีไม่พ้น “นาฬิกา midoเป็นแน่ บทความนี้จะพาทุกคนมาทำความรู้จักนาฬิกามิโดให้มากขึ้นกับ 7 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับนาฬิกามิโด นาฬิกาที่ถูกขนานนามว่า เป็นนาฬิกาที่มีเรื่องราวผ่านการเดินทางแห่งห้วงเวลา มาดูกันเลย

  1. เริ่มต้นกันที่ Mido ถือเป็นแบรนด์นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ที่มีความเก่าแก่ และประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน ผลิตโดย Georges Schaeren และได้เริ่มก่อตั้งโรงงานของบริษัท Mido G. Schaeren & Co. AG เมือง Solothurn ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 1918
  2. ชื่อแบรนด์ของนาฬิกา Mido มาจากภาษาสเปน จากคำว่า Yo mido” ซึ่งมีความหมายว่า “ฉันวัด” หรือ “I measure” เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรม และการออกแบบที่อยู่เหนือกาลเวลาตลอดกาล
  3. ช่วงทศวรรษที่ 1920 Mido พยายามมองหาช่องว่างในตลาดและในยุคที่ตลาดรถยนต์กำลังเติบโต เขาค้นพบถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ในตลาดประเภทนี้ และได้ผลิตนาฬิกาที่มีรูปทรงคล้ายกับรูปทรงของหม้อน้ำรถยนต์ ซึ่งเป็นลักษณะของรถยนต์โบราณวางหมอน้ำอยู่ทางด้านหน้ารถเสมือนทำหน้าที่เป็นกระจังหน้าไปในตัว ให้กับแบรนด์อย่าง Buick, Bugatti, Fiat, Ford, Excelsior และอีกมากมาย ทำให้บรรดาชายหนุ่มที่หลงใหลในแบรนด์รถยนต์เหล่านี้เริ่มหันมามองนาฬิกาของ Mido กันมากขึ้น เพื่อเป็นการเชื่อมต่อกับโลก 4 ล้อที่พวกเขาหลงใหลอย่างยิ่งยวด
  4. Mido Robot ได้ถูกนำมาใช้ในเชิงสัญลักษณ์ของ  Mido เป็นครั้งแรกในปี 1939 เพื่อแสดงให้เห็นถึง สัญลักษณ์ที่สื่อถึงการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งและความแข็งแกร่งของแบรนด์ ในทุกวันนี้เจ้าหุ่นRobi ได้กลายมาเป็นตัวแทนของแบรนด์มิโด้ทั่วโลก และปีที่ Robi เปิดตัวออกมานั้นเป็นปีเดียวกับที่ Mido เปิดตัวนาฬิกาใหม่ในคอลเล็กชั่นที่ชื่อว่า Datometer พอดี
  5. ทศวรรษที่ 1940 ที่ Mido ให้ความสนใจในการพัฒนานาฬิกาสำหรับนักบินออกสู่ตลาด เพราะ Walter Schaeren ลูกชายของผู้ก่อตั้งได้ขึ้นนั่งเป็นประธานบริษัท และเขาเคยเป็นอดีตนักบินของกองทัพอากาศ Swiss Air Force ก็เลยทำให้ Mido หันมาสนใจนาฬิกาประเภทอีกด้วย
  6. สำหรับการเปิดตัวรุ่น Multifort ในปี 1934 ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการนาฬิกาในยุคนั้นเลยทีเดียวค่ะ เพราะเป็นนาฬิกาเรือนเดียวที่รวบรวมความโดดเด่นในยุคนั้นเข้าด้วยกันไม่ว่าจะเป็น กลไกอัตโนมัติ การป้องกันสนามแม่เหล็ก การป้องกันแรงกระแทก และการกันน้ำ เป็นต้น จนทำให้ Multifort มียอดขายที่ดีมากตลอดช่วงทศวรรษที่ 1930-1950 ซึ่งในปัจจุบัน เนมพลทหรือชื่อของ Multifort ก็ยังมีขายอยู่ในปัจจุบันอีกด้วย
  7. Mido ยังเป็นผู้นำในโลกของนาฬิกาอย่างต่อเนื่องในปีค.ศ. 1959 พวกเขาเปิดตัวนาฬิการุ่น Ocean Star ออกมาด้วยตัวเรือนแบบ Monoshell เป็นนาฬิกา mido ไม่มีฝาหลังจึงหมดห่วงของเรื่องการกันน้ำ และยังมีการนำเทคโนโลยี Aquadura ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1930 ซึ่งเป็น ระบบการปิดซีลเม็ดมะยมแบบจุกคอร์กมาใช้งานร่วมกันอีกด้วย และ Mido ได้นำแนวคิดนี้มาใช้กับนาฬิการุ่นต่อมา ซึ่งก็คือ Commander เลยทีเดียวค่ะ

วิวัฒนาการของ นาฬิกา mido?

                หากจะกล่าวถึง นาฬิกา mido   ชวนให้หลายคนสงสัยว่านาฬิกาแบรดน์นี้มีมาตั้งแต่สมัยไหนกันนะ บทความนี้มีคำตอบมาฝากกันค่ะ

เริ่มต้นที่ ในปี ค.ศ. 1918 เริ่มต้นการก่อตั้งโรงงานผลิตนาฬิกา “MIDO G. Schaeren & Co. AG” เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 1918 โดยมี Georges Schaeren เป็นผู้ก่อตั้ง

ต่อมาในปี  ค.ศ.1920 ซึ่งยุคนี้มีการผลิตนาฬิการูปทรงสง่างามสำหรับสุภาพสตรีโดยมีตัวเรือนรูปทรงต่างๆ ที่มีการตกแต่งด้วยเอนาเมลสี และสวมใส่ด้วยสายนาฬิกาที่ดูทันสมัย ส่วนนาฬิกาสำหรับสุภาพบุรุษก็มีเรือนเวลาหน้าตาน่าสนใจออกมาช่วยสร้างภาพลักษณ์เสริมแบรนด์ใหม่ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ MIDO ยังได้พบตลาดใหม่อีกตลาดหนึ่งนั่นก็คืออุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งกำลังเฟื่องฟูในขณะนั้นเอง ซึ่ง MIDO ได้ผลิตนาฬิการูปทรงเหมือนกระจังหน้ารถยนต์ให้กับแบรนด์รถต่างๆ อาทิ Buick, Bugatti, Fiat, Ford, Excelsior และ Hispano-Suiza เพื่อให้แฟนๆ ของแบรนด์เหล่านั้นสามารถแสดงออกซึ่งความชื่นชอบของตนในที่ที่ไม่สามารถนำรถเข้าไปได้อีกด้วย

ในปี ค.ศ.1930 MIDO ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งกับการผลิตนาฬิกาที่มีความทนทานและฟังก์ชั่นการใช้งานสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การคิดค้นระบบการปิดซีลเม็ดมะยมแบบจุกคอร์ก โดยในภายหลังมีชื่อเรียกว่า Aquadura และเป็นผู้นำในด้านการทำตัวเรือนนาฬิกาให้กันน้ำได้อย่างแท้จริงซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ในยุคสมัยนั้น

จากนั้น ปี ค.ศ. 1934 ทาแบรดน์ได้เปิดตัวนาฬิกา mido รุ่น MIDO Multifort ที่ประกอบด้วยคุณสมบัติเด่นของการกันน้ำ ป้องกันสนามแม่เหล็ก และรองรับแรงสั่นสะเทือน จนกลายเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่สร้างตำนานสำคัญให้กับแบรนด์มิโดอีกด้วย

ถัดมาปี ค.ศ. 1939 ได้เริ่มใช้หุ่นยนต์มาเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งและความแข็งแกร่งของแบรนด์ ในทุกวันนี้เจ้าหุ่น”Robi ” ได้กลายมาเป็นตัวแทนของแบรนด์มิโด้ทั่วโลกเลยทีเดียว

ปี ค.ศ. 1954 ค้นพบวิธีประดิษฐ์ระบบไขลาน Powerwind ที่สามารถลดจำนวนชิ้นส่วนประกอบจากเดิม 17 ชิ้นเหลือเพียง 7 ชิ้นเท่านั้นเองค่ะ

จากนั้นในปี ค.ศ. 1959 ได้มีการเปิดตัวนาฬิกา mido รุ่น MIDO Ocean Star ด้วยความโดดเด่นของการออกแบบตัวเรือนแบบชิ้นเดียว Monocoque อันเลื่องชื่อ ผสานด้วยเทคโนโลยีกันน้ำชั้นยอด Aquadura จนทำให้นาฬิกา MIDO
มีความแข่งแกร่งทนทานในทุกสภาพแวดล้อม แม้กระทั่งทุกวันนี้ รุ่น Ocean Star ก็ยังคงอยู่สร้างความยิ่งใหญ่ต่อมาใน Commander Collection เลยทีเดียว

ถัดจากนั้น ในปี ค.ศ.1967 ในปีนี้ MIDO ทำลายขอบเขตจินตนาการด้านการออกแบบนาฬิกาอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวนาฬิการุ่น Mini MIDO นาฬิกาข้อมือสตรีระบบอัตโนมัติเรือนเล็กที่สุดของโลก

ในปี ค.ศ. 1981 ได้แต่งตั้งให้ Björn Borg นักเทนนิสชื่อดังระดับแชมป์โลก เป็นทูตสันถวไมตรีของMIDO Swiss Watches อย่างเป็นทางการอีกด้วย

ต่อมาในปี ค.ศ. 1996 ได้เปิดตัวสองสุดยอดนาฬิกาล้ำยุค เช่น WORLDTIMER นาฬิการะบบอนาล็อคเรือนแรก ที่สามารถระบุเวลาท้องถิ่นทั่วโลกได้ในทันทีที่ต้องการ และยังมาพร้อมกับการใช้งานที่สะดวกและรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ BODYGUARD ทำหน้าที่เสมือนผู้ดูแลความปลอดภัยส่วนตัว ที่มาพร้อมกับระบบสัญญาณเตือนภัยภายในเรือน
ที่ความดังสูงถึง 100 เดซิเบลเลยทีเดียว

ถัดมาใน ปี ค.ศ.2000 ทาง MIDO ยังคนพยายามอย่างไม่ลดละที่จะสร้างสรรค์และพัฒนานาฬิกาข้อมือระบบออโตเมติก ให้มีคุณค่าเหนือกาลเวลาอีกด้วย

ต่อจากนั้นย ปี ค.ศ. 2002 “ภาพสะท้อนแห่งเวลา” ไม่ได้เป็นเพียงแค่สโลแกนที่ MIDO เท่านั้น เพราะคำว่า
“ภาพสะท้อน” ได้ถูกแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดในการพัฒนาอีกหนึ่งผลงานเลื่องชื่อล่าสุด “All Dial” โดยได้รับแรงบันดาลใจและจิตวิญญาณทางศิลปะมาจาก โคลอสเซียมแห่งกรุงโรม ที่ถูกนำเอารูปแบบทางสถาปัตยกรรมและโครงสร้างมาเป็นแบบเพื่อสร้างสรรค์เป็นผลงานคอลเลกชั่นสุดพิเศษ ที่สื่อสารผ่านรูปทรงและดีไซน์ของตัวเรือนและหน้าปัดอีกด้วย

ปี ค.ศ. 2006 ทาง MIDO ได้สร้างสรรค์ Baroncelli ขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปีค.ศ. 1976 เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ
30 ปี ตำนานความงดงามจึงได้ถูกปลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เพื่อเป็นการระลึกถึงคอลเลกชั่น Baroncelli ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ลวดลายอันเป็นศิลปะบนเครื่องดนตรีสุดคลาสสิกอย่างไวโอลิน สู่ความโค้งมนเรียบหรูของตัวเรือนที่เข้ากันอย่างงดงามและลงตัวเลยทีเดียว

ปี ค.ศ. 2008 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 90 ปี MIDO ได้คิดค้นนวัตกรรมชิ้นเอกชิ้นใหม่ นั่นคือ คอลเลกชัน Belluna ที่เปรียบเสมือนตัวแทนของความมีสไตล์และคุณภาพ ซึ่งแสดงถึงจิตวิญญาณแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาตามวิถีสวิส และยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการออกแบบที่จริงแท้ โดยได้รับแรงบันดาลใจของความงามที่ไร้กาลเวลามาจากสถาปัตยกรรมอาร์ทเดโคที่มีโลหะและแก้วเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพื่อดึงดูดลูกค้าสุภาพบุรุษที่เข้าใจศิลปะการทำนาฬิกาเป็นอย่างดี อีกด้วย

ปี ค.ศ.2012 ได้เปิดตัวคอลเลคชั่น Great Wall ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากสิ่งสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสิ่งหนึ่งของมนุษยชาตินั่นก็คือกำแพงเมืองจีน

ในปี ค.ศ.2014 ได้MIDO เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ UIA หรือสหภาพสถาปนิกนานาชาติซึ่งมีสมาชิกเป็นสถาปนิกกว่า
1.3 ล้านคนทั่วโลกอีกด้วย

ปี ค.ศ. 2015 การประกวดออกแบบ MIDO เลือกสามนักออกแบบนาฬิกามืออาชีพสร้างความท้าทายในการออกแบบและพัฒนารุ่นที่จำกัด สร้างแรงบันดาลใจจากนาฬิกาบิ๊กเบนในกรุงลอนดอน ผู้ที่ชนะในการออกแบบคือ นาย Sébastien Perrett ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการจาก มร. เอซ่า มูฮัมเมด ประธานของสหภาพสถาปนิกสากล, มร. ฟรานซ์ ลินเดอร์ MIDO President และประชาชนทั่วไปเป็นผู้ตัดสินในครั้งนั้น

ปี ค.ศ. 2016 Baroncelli ครบรอบ 40 ปี มิโด้ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีอันล้ำหน้าในส่วนของนาฬิการาคาระดับนี้ ด้วยการเปิดตัวกลไกนาฬิกาที่ผ่านการรับรองความเที่ยงตรงด้วยซิลิคอน บาลานซ์สปริงซึ่งก่อนหน้านี้เป็นส่วนประกอบที่พบได้ในการผลิตนาฬิกาหรูหราเท่านั้น นวัตกรรมนี้รวมอยู่ในคอลเล็กชันของ Baroncelliซึ่งเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี

ต่อมาในปี ค.ศ.2017 แรงบันดาลใจจากงานสถาปัตยกรรม อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความผูกพันที่มิโด้มีต่อสถาปัตยกรรม คำขวัญต่อไปที่มิโด้จะนำมาใช้คือ “”แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรม”” (Inspired by Architecture)
มิโด้ได้เปิดตัวแคมเปญแบบอินเตอร์แอคทีฟโดยมีแฮชแท๊ก #BeInspiredByArchitecture ซึ่งเป็นการเดินทางรอบโลก 12 สัปดาห์ สำรวจเมือง 12 แห่งและเยี่ยมชมอนุสาวรีย์สำคัญ 60 แห่งเพื่อหาสถานที่หนึ่งเดียวที่จะมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับนาฬิกาดีไซน์ใหม่ และท้ายที่สุด พิพิธภัณฑ์โซโลมอน อาร์ กุกเกนไฮม์ ในนิวยอร์กก็ได้รับเลือกให้เป็นแหล่งแรงบันดาลใจสำหรับนาฬิกา ซึ่งได้เปิดตัวไปในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 2017 ณ งานกิจกรรมพิเศษในนิวยอร์กซิตี้อีกด้วย

ต่อมาเป็น ค.ศ. 2018 The Big Date (วันสำคัญ) ในปี ค.ศ. 2018 แบรนด์มิโด้มอบความชื่นชมโอกาสครบรอบ 100 ปี
นี้ด้วยการเฉลิมฉลองคุณค่าที่หล่อหลอมเอกลักษณ์ของมิโด้มานานนับศตวรรษในการออกแบบที่ไร้กาลเวลา
วัสดุคุณภาพสูง และนวัตกรรมเปี่ยมเทคนิค เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 100 ปีของมิโด้และเป็นการแสดงความเคารพต่อวิสัยทัศน์ของ Georges Schaeren ผู้ก่อตั้ง มิโดจะเปิดตัว Commander Big Date นาฬิกาที่มีความเป็นเอกลักษณ์นี้ออกแบบมาเพื่อระลึกถึงวันอันแสนพิเศษ ด้วยรุ่นนาฬิกานวัตกรรมที่มีช่องวันที่ขนาดใหญ่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา สำหรับรุ่นนี้ มิโด้ได้พัฒนากลไกแบบพิเศษเฉพาะตัวด้วยช่องวันที่ขนาดใหญ่ตามแบบคาลิเบอร์ 80 เลยทีเดียว

จากนั้น ค.ศ.2019 มิโดเข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของ Red Bull Cliff Diving World Series ตั้งแต่ปี 2019 โดยมีนาฬิกาดำน้ำอย่าง Ocean Star เป็นตัวชูโรงและแสดงถึงความสุดยอดในการผลิตนาฬิกาจากสวิสที่มุ่งเน้นในเรื่องนวัตกรรมและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

สรุป

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับ นาฬิกา mido ที่ได้นำมาฝากในวันนี้ น่าสนใจทั้งนั้นแลยใช่ไหมล่ะ Sexybaccarats168.com น่าซื้อมาเก็บไว้สักเรือนเลยล่ะค่ะ ใครพร้อมแล้วเราโฉบไปซื้อกันเลยดีกว่าค่ะ ไปกันเลย

แทงบอลออนไลน์ ทางเข้า ufabet ภาษาไทย คาสิโนออนไลน์ เซ็กซี่ บาคาร่า บาคาร่า99 บาคาร่าออนไลน์ เว็บบาคาร่าสล็อตpg สล็อตเว็บตรง ไฮโลไทย ufabet168 ufabet เว็บตรง